ออสเตรเลียแดนในฝันเริ่มชีวิตนักเรียนนอก
หน้า 4 เริ่มชีวิตนักเรียนนอก, เริ่มเรียนวันแรก
วันอาทิตย์ที่ 26 มากินข้าวตอนสายๆ เกือบ 9 โมงเช้า เขาเริ่มเก็บแล้ว เพราะไม่ได้ถามว่าเขาจะเลิกกี่โมง ก้อโดนดุตามระเบียบ ทำหน้าน่ารักๆ อ้อนๆ ขอโทษขอโพยกันหน่อย เพราะเราไม่ทราบ แม่บ้านก็เลยยิ้มแป้นเลย ไม่เป็นไร นึกว่าทราบ คราวหลังรู้แล้วอย่ามาสาย จะอดนะคะ ทานอิ่มแล้วมาเดินศูนย์การค้าแม็ควอรี่เซ็นเตอร์ อยู่หน้ามหาวิทยาลัย ชั้นบนสุดอยู่ระดับเดียวกับถนน เจาะหินลงไป หรือทำข้างไหล่เขาลงไป 3 ชั้น ไล่ระดับลงไป ที่นี่ทำเป็นร้านๆ คล้าย เซ็นทรัลลาดพร้าวที่กรุงเทพฯ ที่ชอบคือ มีทางเดินสำหรับรถเข็น จะมีทางลาดสำหรับเข็นรถเด็ก พาลูกเล็กๆ มาเที่ยวห้าง หรือคนพิการทางขา ก็มาชอปปิ้งได้เองด้วยรถเข็นที่เลื่อนด้วยมือคนนั่ง รวมไปถึงถนนทุกแห่ง ก็มีทางลาดให้ขึ้นทางเท้า ส่วนมากทางเท้าก็แยกห่างออกจากถนน เข้าไปลึก ดูปลอดภัยดี เดินดูเรื่อยๆ เพลินดี จนบ่ายๆ ก็เข้าซุปเปอร์มาเก็ต ซื้ออาหารสดมาทำอาหารตอนเย็น เอามาเก็บที่อพาทเม้นท์ แล้วไปเดินเล่นในมหาวิทยาลัย เพื่อถ่ายรูปหมู่ตึกและบางมุมของมหาวิทยาลัย ก็กลับมาทำอาหารเย็น มีปัญหาว่า ไม่มีใครทำอาหารเป็น แต่ไตรรงค์ก็ลองทำดูง่ายๆ คือไข่เจียวแกะบด ใครทำไม่เป็นก็ประหลาดแล้ว (แต่เราก็เป็นตัวประหลาดจริงๆ เพราะเราไม่มีใครทำกับข้าวเป็น อิอิ) คุณสถาพร (ผมเรียกว่า พี่ปลัด เพราะเป็นปลัดอำเภอเมือง กาญจนบุรี) ซื้อน้ำปลามา ที่ทำให้พวกเราแทบ ช็อค คือน้ำปลาตราปลาหมึก จากไทย ขวดละ 100 บาท (5A$) คือว่า ตอนนั้นบ้านเรา ราคาสัก 15 บาท ว่ากันว่า ไข่เจียวไทย ไม่ใส่น้ำปลา ก็ไม่ใช่ไข่เจียวไทย แต่เราก็ปรุงแบบไทยๆ แล้ว มีเนื้อแกะบด (ราคาถูกที่สุด หมูบดมันแพง) ไข่ น้ำปลา น้ำมันหอย เจียวกับน้ำมันพืช มันก็กลิ่นเนยๆ อยู่ดี ไม่เหมือนของรสชาติไทยๆ เลย
วันที่ 27 อาจารย์พาไปแนะนำตึกที่จำเป็นต้องรู้จัก เดินดูสถานที่ สิทธิประโยชน์ จัดการบัตรประกันสุขภาพ บัตรสมาชิกยิมเนเซี่ยม กีฬาต่างๆ บัตรธนาคารและบัตรต่างๆ จนค่ำเลยเริ่มเรียนวันแรก
![]()
รอบๆ มหาวิทยาลัย มองจากคณะสิ่งแวดล้อม
เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ในมหาวิทยาลัย ร่มรื่น ดูสบายๆ
มองจากห้องสมุดคณะสิ่งแวดล้อมวันที่ 28 พค. เริ่มเรียนวันแรก เริ่มสอนโดย ดร.โดโด้ วิชาเศรษฐศาสตร์ ทฤษฎี ความรู้พื้นฐาน ภาษาอังกฤษ ฟังยาก เพราะติดสำนียงออสซี่ (อังกฤษ แบบออสเตรเลีย) หลายคำเพี้ยนจากคำที่เราเคยรู้จัก เช่น เรลเวย์สเตชั่น (Railway Station) อ่านว่า ราไวสไตฉัน คำว่า โอเค (OK) อ่านว่า ออไค คำว่า ทูเดย์ (Today) อ่านว่า ทอได และ เยส (Yes) พูดว่า เย็บ (Yeb) จะเห็นว่าเป็นศัพท์คล้ายที่คนชนบทของอังกฤษหรืออเมริกันใช้กัน บ้านเราก็คงคล้ายกับอิสาน เพี้ยนเล็กๆ เหน่อหน่อยๆ แต่ก็ทำให้เราฟังไม่ออก(หลายคำนับไม่ถ้วน) แต่ดูอาจารย์คงเข้าใจ พูดไป เขียนกระดานไป เหมือนเราเรียนปริญญาตรีเลย และคุยอธิบายให้ฟัง เราก็จดตาม เป็นไทยบ้าง อังกฤษบ้าง วันนี้ กล้อมแกล้มผ่านไป พอได้ แต่สรุปไม่ลง ถามพี่ๆ ที่เคยเรียนออสเตรเลียว่า ช่วยบรีฟสรุปให้ฟังหน่อย ยังงงงงอยู่ พอสรุป ให้ฟังผมก็หัวเราะก๊าก เลย เพราะที่ผมจด กับที่ผมฟังสรุป มันไม่ใช่เรื่องเดียวกัน (ประทับใจมาก-จะรอดไหมเนียภาษาเรา) แล้วก็เดินกลับมา กินข้าวเย็น จริงๆ มันมืดแล้ว หนาวมากด้วย
วันพุธ วันพฤหัส ก็เรียนเหมือนกัน และยังไม่ค่อยรู้เรื่องเหมือนกัน อาศัยพี่ๆ เพื่อนๆ ช่วยกันสรุปให้ฟัง ยอมรับ ความจริงว่า ภาษาอังกฤษเรา แย่มาก รู้สึก แย่จัง แต่ข้อแก้ตัวก็มี คือง่วง พอพักดื่มกาแฟ คงทำให้สมาธิดีขึ้น (เห็นมะ สมเหตุ สมผล) เป็นเรื่องปกตินี่ ที่ทำงาน 2 ชั่วโมง จะเบรก กาแฟระหว่างมื้อ ติดอะไรอยู่ก็ต้องหยุด เบรคกาแฟเสร็จ ก็ดูจะเข้าใจขึ้น เพราะไม่ค่อยง่วง สมาธิคงดีขึ้น
บรรยากาศห้องพักกาแฟ/ห้องสมุดคณะ
มีแดดส่องเข้ามาอุ่นสบายๆ
ที่นี่ค่ำไวมาก ประมาณ 16:40 น.ตะวันตกแล้ว เพราะเป็นหน้าหนาว เรียนถึง 17:00 น. เดินกลับบ้านก็มืดแล้ว สองสามวันนี้ มีเวลาไปวิ่งออกกำลังกาย คนมันอยากสุขภาพดี อาหารมีแต่นมเนย ขนมปัง น่าอ้วนมากๆ เลยพยายามเล่นกีฬา แรกๆ วิ่งเดี่ยว วันต่อมา มีคุณหมอสุพจน์ พี่วิโรจน์ วิ่งด้วย วันหลังก็มีพี่สถาพรอีกคน ยอมลงมาด้วย อากาศ เย็นจัด แรกๆ เราใส่รองเท้าวิ่ง กางเกงขาสั้น เสื้อยืด เพราะคาดว่า วิ่งสักพักคงร้อน แต่วิ่งจนหอบ ก็ยังหนาว จนต้องกลับ ต่อมาเราใส่เสื้อกันหนาว(เสื้อวอร์ม) และกางเกงขายาว(กางเกงวอร์ม) ออกไปวิ่ง แต่อากาศก็เย็นลง ยังหนาวอยู่ดี สุดท้ายก็ใช้สิทธิ์ ตามบัตรสมาชิก ที่อาจารย์ ทำให้ไปฟิตเนสที่โรงยิมฯ ไม่กี่วันก็เบื่อหนาว ในโรงยิมฯ ก็ยังหนาวมาก มันแค่ 3-5 องศาเองน่ะครับพี่น้อง เอาไม่อยู่ เลยไปห้องสมุดแทน